作者別: nayamachi

As someone who isn’t much of a fan of sake, I was quite nervous for this event. However, as I walked into Café Diner on Nayamachi Shopping Street, I was greeted by an extremely fashionable interior, many friendly faces, and a refreshing glass of water (thank goodness, since I wasn’t quite ready for a shot of sake at 3 PM in the afternoon). After mingling with the other guests, the event began promptly at 3:30. Koji Yamamoto, a son of a local, family-owned sake business in Fushimi called Shinsei was the guest speaker of the event. The title of his presentation was, “The Way to Enjoy Fushimi Sake,” which got rid of any remaining nerves and left me feeling hopeful.

First, Mr. Yamamoto introduced himself and his family’s business. Shinsei was founded in 1677 and has been passed down for eleven generations. However, in 1868, due to the Battle of Toba-Fushimi, their company was burned down. After reviving their business and overcoming that misfortune, their sake has won numerous awards: the Kura Master Platinum award, the London Sake Challenge award, the Kan Sake Award (2015 & 2016), etc.

Being nearly a 350 year old company, one might wonder why this family, sake business has been able to be this successful for so long. Mr. Yamamoto quickly explained why in the next few slides of his presentation. Sake’s quality relies heavily on two things: water and the polishing of rice. The reason why Shinsei sake’s flavor is award-winning is because of Fushimi’s groundwater. Water can be evaluated based on a spectrum ranging from “soft” to “hard.” For example, rainwater is “soft” while mineral water is “hard.” Fushimi water is “medium-hard” due to its balance of elements such as potassium and calcium which happen to be the perfect quality and composition for sake-making. Mr. Yamamoto illuminated this fact by having us taste-test two cups of water: Fushimi water and “super hard” water. The difference was clear and helped me understand why most people prefer bottled water to tap water.

Next, he explained the importance of polishing rice. Rice polishing involves the removal of the outer layer (husk) of a rice kernel. The more that is removed, the cleaner and more refined the remaining rice is. When buying sake, there is a percentage that can be found on the label of the bottle. This percentage can sometimes be mistaken for an alcohol percentage; when in reality, it is the rice polishing ratio. The percentage represents the percent of rice remaining. Therefore, the lower the number, the purer the sake is (which means it is of higher quality and most likely more expensive).

Finally, it was time to start tasting Fushimi sake! However, before pouring everyone a glass of sake, Mr. Yamamoto left us with some sake-tasting tips: the first tip involved tasting with one’s eyes. The color of sake can range from clear to slightly yellow. If one pay’s close attention, the color of sake can help one predict its flavor. The next tip involved tasting with one’s nose. Although one might not always notice it, sense of smell greatly affects one’s sense of taste. Different sake have different smells that affect their overall flavor. The final tip involved tasting with one’s tongue. Certain areas of the tongue are more sensitive to specific flavors: such as, sweet, salty, sour, and bitter. All of these taste receptors are important in regards to tasting sake, so Mr. Yamamoto recommended that we sip the sake in order to allow air to spread the sake throughout our mouths and over our tongues.

The remainder of the event we tasted six different types of sake (all produced by Shinsei), ate delicious food provided by Café Diner, and shared opinions regarding the sake with fellow taste-testers. At the end of the night, we were given two final shots of sake labeled “A” and “B” in which we had to guess which sake they were, out of the six different sake we had sampled throughout the evening. My guesses were that sake “A” was the fifth sake I had tasted, and that sake “B” was the second sake I had tasted. I was one of three whose both guesses were correct! As an amateur sake-drinker, I was quite proud of myself. This event surpassed all of my expectations. I left having learned a lot, having met a lot of amazing people, and having a newfound love for sake.

ถ้าหากพูดถึงฟุชิมิ เพื่อนๆหลายๆคน คงจะนึกถึงศาลเจ้าจิ้งจอก หรือศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ กันแน่เลยใช่ไหมคะ แต่จริงๆแล้วในจ.เกียวโต ยังมีเขตเมืองที่ชื่อฟุชิมิ เป็นอีกเขตเมือง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกียวโตค่ะ และอยู่ห่างจากศาลเจ้าจิ้งจอก ฟุชิมิอินาริ ที่ตั้งอยู่ในเขตอินาริ มาพอสมควรเลยค่ะ


ซึ่งเขตฟุชิมินี้เองก็เป็นเขตเมืองที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะในด้านสาเกญี่ปุ่นค่ะ ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดสาเกเลยก็ว่าได้ ภายในบริเวณเขตเมืองฟุชิมิ เราจะพบโรงกลั่นเหล้าสาเกเยอะแยะเลยค่ะ หลายๆโรงก็ล้วนแล้วแต่มีประวัติยาวนานมาทั้งนั้น เช่นเดียวกันกับโรงเหล้าสาเก โรงเหล้ายามาโมะโตะ ฮอนเค (Yamamoto Honke) ผู้ผลิตเหล้าสาเกภายใต้แบรนด์ชินเซ(Shinsei) ที่ทรายได้มีโอกาสไปเรียนรู้เกี่ยวกับสาเกญี่ปุ่นมาค่ะ



(โลโก้แบรนด์ Shinsei)


ในวันนั้นคุณโคจิ ยามาโมโตะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลกิจการของโรงเหล้ายามาโมะโตะ ฮอนเค เป็นผู้มาอภิปรายเกี่ยวกับเหล้าสาเกให้เราฟังกันเองเลยค่ะ


(คุณยามาโมะโตะ ขณะอภิปรายเกี่ยวกับสาเก)


สำหรับคุณโคจิ ยามาโมะโตะ ปัจจุบันเป็นทายาทลำดับที่ 11 ของโรงเหล้าและกิจการของยามาโมะโตะ ฮอนเคทั้งหมดค่ะ ซึ่งบริษัทหรือโรงเหล้ายามาโมะโตะฮอนเคนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1677  ปัจจุบันโรงเหล้าตั้งอยู่ที่ใจกลางเมืองเขตฟุชิมิ ถือว่าเป็นโรงเหล้าเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนาน และเป็นธุรกิจครอบครัวที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นและเมืองฟุชิมิมากว่า 350 ปี จนถึงปัจจุบันก็ยังถือได้ว่าเป็นโรงเหล้าสาเกที่ผลิตสาเกชั้นเลิศ เคียงคู่กับอาหารญี่ปุ่นมายาวนานหลายศตวรรษ  และเหล้าสาเกญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ Shinsei ก็ได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น No. 1 Kura Master, Kan Sake Award, London Sake Challenge และอื่นๆอีกมากมาย


ภายในงานคุณโคจิ ยามาโมะโตะ ได้แนะนำให้เรารู้จักถึงวิธีการดื่มสาเกญี่ปุ่น และข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับประวัติและความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสาเกและเมืองฟุชิมิค่ะ  หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมในเมืองฟุชิมิ ถึงมีแต่โรงเหล้าสาเกญี่ปุ่น จริงๆแล้วมันมีคำตอบค่ะ


และคำตอบนั้นก็คือ”ฟุชิมิเป็นแหล่งน้ำชั้นดี” โดยเฉพาะน้ำแร่ใต้ดิน ที่ถือว่ามีปริมาณมากกว่าที่อื่นๆในญี่ปุ่น และเป็นน้ำที่มีรสชาติหวานโดยธรรมชาติและเหมาะสมที่สุดกับการนำไปหมักทำเหล้าสาเกค่ะ! เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในเมืองฟุชิมิ จึงเฟื่องฟูในเรื่องของโรงเหล้าสาเก และมีชื่อเสียงในด้านของคุณภาพมากๆ หากจะให้นับเป็นจำนวนคร่าวๆก็มีมากถึง 30 โรงเหล้าเลยล่ะค่ะ!


นอกจากนี้แล้ว อีกส่วนประกอบหนึ่งของเหล้าสาเกญี่ปุ่น ก็คือข้าวค่ะ! ข้าวถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่สำคัญในการหมักเหล้า และถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับของโรงเหล้ายามาโมะโตะฮอนเคด้วยเช่นกันค่ะ!  ส่วนเคล็ดลับที่ว่านั้นก็คือปริมาณของการขัดข้าวก่อนจะนำไปหมักเหล้าค่ะ ซึ่งปริมาณของการขัดข้าวก็มีตั้งแต่ 70%, 60%, 50% และ 35% ซึ่งยิ่งปริมาณเปอร์เซ็นของการขัดข้าวยิ่งมาก เหล้าสาเกก็จะยิ่งมีราคาแพง และมีคุณภาพดีขึ้น และอร่อยยิ่งขึ้นค่ะ




สำหรับยามาโมะโตะฮอนเค ก็จะแยกประเภทเหล้าจากปริมาณการขัดข้าวนี้ค่ะ ซึ่งสามารถแยกได้ ถึง 6 ประเภทด้วยกัน ตามรูปด้านล่างนี้เลยค่ะ


เหล้าที่คุณภาพดีที่สุดก็คือ Junmai Daiginjo และเรียงตามลำดับบนลงล่างตามในรูปเลยค่ะ สำหรับประเภทที่เสิร์ฟในร้านในอิซากายะหรือร้านเหล้าญี่ปุ่นทั่วไปก็คือชนิด Honjozo ค่ะ เป็นเหล้าที่ไม่ค่อยขัดข้าวออก คุณภาพปานกลางและราคาไม่สูงมากค่ะ


นอกจากนี้แล้วภายในงาน ทรายยังมีโอกาสได้ชิมเหล้าสาเกถึง 6 ชนิดเลยค่ะ และที่สำคัญเหล้าทั้ง 6 ชนิดนี้ถือเป็นเหล้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมที่สุดของโรงเหล้ายามาโมะโตะ ฮอนเคเลยค่ะ! เรียกได้ว่าวันนั้นชิมเหล้าจนเกือบจะกลับบ้านไม่ได้กันเลยทีเดียว 555



ขออนุญาติแปะรูปให้ดูตามด้านล่างเลยค่ะ ถึงจะเห็นเป็นแก้วเล็กๆแต่ดีกรีแอลกฮอล์ก็สูงใช่ย่อยเลยค่ะ จะอยู่ราวๆ 16-17% ได้



ในรูปจะเห็นทั้งหมด 8 แก้วใช่ไหมคะ แต่จริงๆแล้วมี 6 ชนิด แต่อีก 2 แก้วทางขวามือสุด คือทางคุณโคจิ ยามาโมะโตะให้พวกเราได้เล่นเกมกัน โดยทายว่าเป็นเหล้าชนิดไหน ที่ได้ทานมาภายใน 6 ชนิด ซึ่งวันนั้นไม่รู้ว่าลิ้นทรายเอง แยกรสชาติไม่ออก หรือเพราะเมาก็ไม่รู้ค่ะ ทายผิดทั้ง 2 แบบเลย T^T  แต่ไม่เป็นไรคะ ถือว่าได้ประสบการณ์ ได้ลิ้มลองสาเก และได้เรียนรู้เรื่องสาเกแบบจริงจัง


ปล. แต่ทรายก็แอบลิ้นถึงนะคะเนี่ย เพราะจากเหล้า 6 ชนิดด้านบน เบอร์ 1 คือเบอร์ทรายชอบมากที่สุดค่ะ รสชาติจะดื่มง่าย ไม่ร้อนมาก และมีความหวานนิดๆ ที่สำคัญราคาแพงที่สุดใน 6 แก้วนั้นค่ะ (สนนราคาอยู่ที่ขวดละ 3,000 เยนค่ะ) ซึ่งแก้วอื่นๆ ราคาต่อขวดจะอยู่ที่ประมาน 1,500-2,500 เยนค่ะ


หลังจากพวกเราได้เทสต์เหล้าเสร็จแล้ว ก็มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนๆท่านอื่นๆที่เข้าร่วม Workshop ค่ะ ซึ่งการเวิร์กช้อปครั้งนี้จัดที่ Gafu Hostel & Diner ในเมืองฟุชิมิเลยค่ะ ในวันนั้นทาง Hostel ก็ได้จัดเตรียมอาหารไว้ให้ เสิร์ฟในสไตล์ญี่ปุ่นฟิวชั่น รสชาติอาหารใช้ได้เลยทีเดียวค่ะ หากเพื่อนๆสนใจ ลองแวะไปลิ้มลองได้เลยนะคะ 🙂


สำหรับวันนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องสาเก ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้รู้จักคนใหม่ๆ พบปะ พูดคุย ผสานความเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้าไปในตัว ยังไงหากเพื่อนๆมีโอกาส ลองไปเที่ยวชมเมืองฟูชิมิดูนะคะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ชอบสาเก แต่ในเมืองฟูชิมิก็ยังมีอีกหลากหลายกิจกรรมให้ทำเยอะแยะเลยค่ะ ลองติดตามจาก Kyoto Fushimi อีกหนึ่งช่องทางก็ได้นะคะ แล้วเดี๋ยวทรายจะมาแนะนำสถานที่ และกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆให้เพื่อนๆรู้จักกันค่ะ ^__^



สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม Gafu Hostel & Diner  คลิกที่นี่


สำหรับ Yamamoto Honke คลิกที่นี่ 





营业时间 11时~22时





〒612-8056 京都市伏见区中油挂町106-7
营业: 7时~23时
固定休息日: 无







〒612-8057 京都市伏见区纳屋町115番地~京都市伏见平野町82番地2



JYOTY is an Indian / Nepalese restaurant run by Nepalese-born staff / cooks. Visible on the wall are some Indian / Nepalese embroidery tapestries, and their featured music is either Indian or Nepalese. Just one step inside the store and customers can already taste “Maharaja”.


The dishes are mainly curry and tandoor dishes (kiln-baked) and are available in chicken, mutton, vegetable, seafood and 5 kinds of pork, so in total, there are around 20 different kinds of curry dishes! The wide selection makes choosing and eating the different curry dishes fun. Furthermore, since there are vegetarians in Nepal, India, they also have an extensive selection of vegetarian men. Healthy dishes that use lots of spices are particularly popular among women.

The recommended for their lunch menu is the Lunch B set, priced at 850 yen (tax excluded) and includes curry (you can choose 2 out of 8 kinds), salad, soup, naan, mini rice and soft drinks (you can also choose lassi). There are also Indian beers (King Fisher) and Chilean wines available.

All menus are written in English. The staff from Nepal are good in Japanese but are also fluent in English, so foreign customers can order with ease. There is also a takeout option available.




120-1 Nayamichi, Fushimi Ward, Kyoto City

Business hours: 11 am – 10 pm

GAFU HOSTEL & DINER is located at the south of Nayamachi shopping district. The first floor is a dining café, while the second floor is an accommodation facility.



The dining café on the first floor is an American café / bar with a full-packed meat menu. Foreign tourists who miss the taste of food in their homeland usually stop by at the café, but there are other customers who equally enjoy American food / cuisine. Moreover, the café has a lively interior that is housed with glass.

The “GAFU Original Fushimi Burger” is a regular on the menu and unique to Fushimi, a Japanese style hamburger with saigyo miso in demi-glace sauce. Customers can also choose from 3 types of hamburger steaks, grilled pork, grilled chicken, dice-cut steak with sauce, Yoshida sauce, marinara sauce, and saigyo miso demi-glace sauce.

The café homepage is available in three languages: Japanese, English and Chinese. Some of the staff can also speak in English and Chinese, so customers do not need to worry about language barriers / getting lost in translation. The café and bar is regularly hosting Bossa Nova live performances as well.


The second floor has been set up as a guest house with 16 beds, while the interior has been decorated just like the “Blue Train”(luxury sleeper trains).” The user manual is convenient for foreigners as it also supports English and Chinese. The price is also reasonable, with 4000 several hundred yen for an overnight stay with breakfast.


Lastly, there is a bar counter and a deck chair on the rooftop, and a “beer garden” where customers can have barbecue. So, what are you waiting for? Check out their selection of delicious food and drinks while enjoying the nice cool, breeze!



GAFU HOSTEL & DINER 雅風 ホステル&ダイナー

Postal code: 612-8056 | 106-7 Nakaaburakakecho, Fushimi Ward, Kyoto City



Business hours: 7 am – 11 pm

Holidays: None

So you’ve come to Kyoto. Now, where to go…?

In that case, you should definitely come and visit Fushimi Momoyama’s Nayamachi Shopping District. Here, you’ll get to experience things that you’ve never experienced before!


Sake Theme Park! Fushimi Sakagura Kouji


Opened in March 2016, this food and drink complex allows its customers to enjoy sake from 17 different breweries in Fushimi. On both sides of the small “path” leading from Nayamachi to Hiranomachi, there is a 23-meter long sake counter featuring 10 different varieties of food and liquor from different specialty stores.

What would surprise any customer first is the shop’s interior. The walls are lined up with each bottle of Fushimi sake and is considered a masterpiece. The counter seat design mimics an “inu yarai (dog fence)” legless chair. The look and feel of the place make it seem like a sake theme park indeed.

The “17-cellar kikizake set” offers good value for money, where customers can enjoy sake from 17 different Fushimi breweries. The presentation of the set is quite exquisite, and guaranteed to entice anyone to snap a photo and capture its unique elegance. The food choices are also diverse, and 10 of their specialties are ramen, oden, motsunabe (beef or pork hotpot), charcoal-grilled meat, teppanyaki, obanzai (traditional style of Japanese cuisine native to Kyoto), Italian and many more. A sushi bar will also be launched by April.

With these many varieties, customers can easily find what they like or dislike among the food choices, even the ones that are considered “cultural taboos”. On the upside, customers can effortlessly discover what is suitable to their palate with this variety of offerings. In fact, even some Indonesian Muslims came to eat “chicken ramen” at one point.

Since the place is open from 11:30 am to 2:30 am, it is considered a convenient place to enjoy both lunchtime and dinner in Kyoto. Even those who come to Kyoto for business purposes and without much time to spare can come and enjoy Kyoto or Fushimi style cuisine. Part of the menu is written in English and even the shop staff speaks English so foreigners can come and enjoy their visit without worries, even if they cannot speak in Japanese.



伏水酒蔵小路 Fushimi Sakagura Kouji

Postal code: 612-8057 | 115 Nayamachi, Fushimi Ward, Kyoto City ~ 82-2 Hiranomachi, Fushimi Ward, Kyoto City,



11:30 – 26:30 (depending on the store), closed on Tuesdays





寒い季節に味わえるのは、もろこ・鮒。年末になると正月のお煮つけ用の鮒を求めて遠くからお客様が訪れます。お腹が膨れた子持ちの魚も、冬場だけのお楽しみです。夏の定番は鯉や鮎。土用の丑の日(7月の18日〜19日を指す)には、鮮度が高く美味しい鰻を求めて、店前に長蛇の列ができます。毎年佐野さんお一人で、一日千匹もの鰻を開きます! 鰻を捌く(さばく)技術を持つ職人は、今や全国でも希少です。しかし安心・新鮮な国産鰻を求めるお客さんのニーズは変わりません。蒲焼きのタレも、創業以来継ぎ足し続けている秘伝の味です。またお店を必要としているのは、地域の家庭だけではない。生きた鯉や鮎を神物として捧げる風習のある近隣の寺社とも、長年のお付き合い。鮒新は京都・伏見の食文化を支えている存在です。



納屋町商店街の南詰のほど近くにある「ギフト&陶器 しばた」さん。朝9時半頃に納屋町商店街を歩くと、このお店の前が特にきれいに掃除されていることに目が留まります。しばたさんの創業は1835年でここ納屋町商店街でも一番古いお店です。元々は清水焼の卸しをしていましたが、戦後、引越しに合わせて小売業を始めました。お店には、清水焼や有田焼の陶器から、洋風のお皿やコーヒーカップ、昆布、洗剤など店内ところ狭しと並んでいます。