カテゴリー: ภาษาไทย

ถ้าหากพูดถึงฟุชิมิ เพื่อนๆหลายๆคน คงจะนึกถึงศาลเจ้าจิ้งจอก หรือศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ กันแน่เลยใช่ไหมคะ แต่จริงๆแล้วในจ.เกียวโต ยังมีเขตเมืองที่ชื่อฟุชิมิ เป็นอีกเขตเมือง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกียวโตค่ะ และอยู่ห่างจากศาลเจ้าจิ้งจอก ฟุชิมิอินาริ ที่ตั้งอยู่ในเขตอินาริ มาพอสมควรเลยค่ะ

 

ซึ่งเขตฟุชิมินี้เองก็เป็นเขตเมืองที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะในด้านสาเกญี่ปุ่นค่ะ ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดสาเกเลยก็ว่าได้ ภายในบริเวณเขตเมืองฟุชิมิ เราจะพบโรงกลั่นเหล้าสาเกเยอะแยะเลยค่ะ หลายๆโรงก็ล้วนแล้วแต่มีประวัติยาวนานมาทั้งนั้น เช่นเดียวกันกับโรงเหล้าสาเก โรงเหล้ายามาโมะโตะ ฮอนเค (Yamamoto Honke) ผู้ผลิตเหล้าสาเกภายใต้แบรนด์ชินเซ(Shinsei) ที่ทรายได้มีโอกาสไปเรียนรู้เกี่ยวกับสาเกญี่ปุ่นมาค่ะ

 

 

(โลโก้แบรนด์ Shinsei)

 

ในวันนั้นคุณโคจิ ยามาโมโตะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลกิจการของโรงเหล้ายามาโมะโตะ ฮอนเค เป็นผู้มาอภิปรายเกี่ยวกับเหล้าสาเกให้เราฟังกันเองเลยค่ะ

 

(คุณยามาโมะโตะ ขณะอภิปรายเกี่ยวกับสาเก)

 

สำหรับคุณโคจิ ยามาโมะโตะ ปัจจุบันเป็นทายาทลำดับที่ 11 ของโรงเหล้าและกิจการของยามาโมะโตะ ฮอนเคทั้งหมดค่ะ ซึ่งบริษัทหรือโรงเหล้ายามาโมะโตะฮอนเคนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1677  ปัจจุบันโรงเหล้าตั้งอยู่ที่ใจกลางเมืองเขตฟุชิมิ ถือว่าเป็นโรงเหล้าเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนาน และเป็นธุรกิจครอบครัวที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นและเมืองฟุชิมิมากว่า 350 ปี จนถึงปัจจุบันก็ยังถือได้ว่าเป็นโรงเหล้าสาเกที่ผลิตสาเกชั้นเลิศ เคียงคู่กับอาหารญี่ปุ่นมายาวนานหลายศตวรรษ  และเหล้าสาเกญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ Shinsei ก็ได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น No. 1 Kura Master, Kan Sake Award, London Sake Challenge และอื่นๆอีกมากมาย

 

ภายในงานคุณโคจิ ยามาโมะโตะ ได้แนะนำให้เรารู้จักถึงวิธีการดื่มสาเกญี่ปุ่น และข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับประวัติและความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสาเกและเมืองฟุชิมิค่ะ  หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมในเมืองฟุชิมิ ถึงมีแต่โรงเหล้าสาเกญี่ปุ่น จริงๆแล้วมันมีคำตอบค่ะ

 

และคำตอบนั้นก็คือ”ฟุชิมิเป็นแหล่งน้ำชั้นดี” โดยเฉพาะน้ำแร่ใต้ดิน ที่ถือว่ามีปริมาณมากกว่าที่อื่นๆในญี่ปุ่น และเป็นน้ำที่มีรสชาติหวานโดยธรรมชาติและเหมาะสมที่สุดกับการนำไปหมักทำเหล้าสาเกค่ะ! เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในเมืองฟุชิมิ จึงเฟื่องฟูในเรื่องของโรงเหล้าสาเก และมีชื่อเสียงในด้านของคุณภาพมากๆ หากจะให้นับเป็นจำนวนคร่าวๆก็มีมากถึง 30 โรงเหล้าเลยล่ะค่ะ!

 

นอกจากนี้แล้ว อีกส่วนประกอบหนึ่งของเหล้าสาเกญี่ปุ่น ก็คือข้าวค่ะ! ข้าวถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่สำคัญในการหมักเหล้า และถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับของโรงเหล้ายามาโมะโตะฮอนเคด้วยเช่นกันค่ะ!  ส่วนเคล็ดลับที่ว่านั้นก็คือปริมาณของการขัดข้าวก่อนจะนำไปหมักเหล้าค่ะ ซึ่งปริมาณของการขัดข้าวก็มีตั้งแต่ 70%, 60%, 50% และ 35% ซึ่งยิ่งปริมาณเปอร์เซ็นของการขัดข้าวยิ่งมาก เหล้าสาเกก็จะยิ่งมีราคาแพง และมีคุณภาพดีขึ้น และอร่อยยิ่งขึ้นค่ะ

 

(ลักษณะของข้าวที่ขัดแล้ว)

 

สำหรับยามาโมะโตะฮอนเค ก็จะแยกประเภทเหล้าจากปริมาณการขัดข้าวนี้ค่ะ ซึ่งสามารถแยกได้ ถึง 6 ประเภทด้วยกัน ตามรูปด้านล่างนี้เลยค่ะ

 

เหล้าที่คุณภาพดีที่สุดก็คือ Junmai Daiginjo และเรียงตามลำดับบนลงล่างตามในรูปเลยค่ะ สำหรับประเภทที่เสิร์ฟในร้านในอิซากายะหรือร้านเหล้าญี่ปุ่นทั่วไปก็คือชนิด Honjozo ค่ะ เป็นเหล้าที่ไม่ค่อยขัดข้าวออก คุณภาพปานกลางและราคาไม่สูงมากค่ะ

 

นอกจากนี้แล้วภายในงาน ทรายยังมีโอกาสได้ชิมเหล้าสาเกถึง 6 ชนิดเลยค่ะ และที่สำคัญเหล้าทั้ง 6 ชนิดนี้ถือเป็นเหล้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมที่สุดของโรงเหล้ายามาโมะโตะ ฮอนเคเลยค่ะ! เรียกได้ว่าวันนั้นชิมเหล้าจนเกือบจะกลับบ้านไม่ได้กันเลยทีเดียว 555

 

 

ขออนุญาติแปะรูปให้ดูตามด้านล่างเลยค่ะ ถึงจะเห็นเป็นแก้วเล็กๆแต่ดีกรีแอลกฮอล์ก็สูงใช่ย่อยเลยค่ะ จะอยู่ราวๆ 16-17% ได้

 

 

ในรูปจะเห็นทั้งหมด 8 แก้วใช่ไหมคะ แต่จริงๆแล้วมี 6 ชนิด แต่อีก 2 แก้วทางขวามือสุด คือทางคุณโคจิ ยามาโมะโตะให้พวกเราได้เล่นเกมกัน โดยทายว่าเป็นเหล้าชนิดไหน ที่ได้ทานมาภายใน 6 ชนิด ซึ่งวันนั้นไม่รู้ว่าลิ้นทรายเอง แยกรสชาติไม่ออก หรือเพราะเมาก็ไม่รู้ค่ะ ทายผิดทั้ง 2 แบบเลย T^T  แต่ไม่เป็นไรคะ ถือว่าได้ประสบการณ์ ได้ลิ้มลองสาเก และได้เรียนรู้เรื่องสาเกแบบจริงจัง

 

ปล. แต่ทรายก็แอบลิ้นถึงนะคะเนี่ย เพราะจากเหล้า 6 ชนิดด้านบน เบอร์ 1 คือเบอร์ทรายชอบมากที่สุดค่ะ รสชาติจะดื่มง่าย ไม่ร้อนมาก และมีความหวานนิดๆ ที่สำคัญราคาแพงที่สุดใน 6 แก้วนั้นค่ะ (สนนราคาอยู่ที่ขวดละ 3,000 เยนค่ะ) ซึ่งแก้วอื่นๆ ราคาต่อขวดจะอยู่ที่ประมาน 1,500-2,500 เยนค่ะ

 

หลังจากพวกเราได้เทสต์เหล้าเสร็จแล้ว ก็มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนๆท่านอื่นๆที่เข้าร่วม Workshop ค่ะ ซึ่งการเวิร์กช้อปครั้งนี้จัดที่ Gafu Hostel & Diner ในเมืองฟุชิมิเลยค่ะ ในวันนั้นทาง Hostel ก็ได้จัดเตรียมอาหารไว้ให้ เสิร์ฟในสไตล์ญี่ปุ่นฟิวชั่น รสชาติอาหารใช้ได้เลยทีเดียวค่ะ หากเพื่อนๆสนใจ ลองแวะไปลิ้มลองได้เลยนะคะ 🙂

 

สำหรับวันนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องสาเก ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้รู้จักคนใหม่ๆ พบปะ พูดคุย ผสานความเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้าไปในตัว ยังไงหากเพื่อนๆมีโอกาส ลองไปเที่ยวชมเมืองฟูชิมิดูนะคะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ชอบสาเก แต่ในเมืองฟูชิมิก็ยังมีอีกหลากหลายกิจกรรมให้ทำเยอะแยะเลยค่ะ ลองติดตามจาก Kyoto Fushimi อีกหนึ่งช่องทางก็ได้นะคะ แล้วเดี๋ยวทรายจะมาแนะนำสถานที่ และกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆให้เพื่อนๆรู้จักกันค่ะ ^__^

 

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม Gafu Hostel & Diner  คลิกที่นี่

 

สำหรับ Yamamoto Honke คลิกที่นี่ 

 

 

สำหรับผู้ที่ต้องการจะสนุกสนานกับเสียงดนตรีที่ฟุชิมิ เราขอแนะนำคาเฟ่ที่โดดเด่นอยู่ใจกลางย่านการค้านายามาฉิแห่งนี้ ชื่อว่า Les Muses K’afe

เราจะได้ชมมินิคอนเสิร์ตของศิลปินท้องถิ่นหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป พร้อมจิบกาแฟ หรือดื่มเหล้าอย่างเพลิดเพลินและผ่อนคลาย

มีดนดรีหลากหลายให้ได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นแจ๊ส ดนตรีโฟล์ค เป็นต้น อีกทั้งอาหารยังอร่อยอีกด้วย

มาผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการท่องเที่ยวดูไหม?

 

Les Muses K’afe
11:00 ~ 21:00
หยุดทุกวันจันทร์ และอังคาร

 

ของหมักดองสไตล์ญี่ปุ่นจะทำโดยการใช้เกลือ น้ำส้ม หรือเหล้าต่างๆมาคลุกเคล้ากับวัตถุดิบอาหารให้เข้ากัน เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหารให้ได้นาน เป็นการถนอมอาหาร

ที่ญี่ปุ่นนี้เรามักจะทานผักดองกับข้าว หรือจะรับประทานเปล่าๆก็ได้

จะเหมือนกับของหมักของดองในประเทศอื่นๆ แต่อาหารญี่ปุ่นจะมีความแตกต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่น ที่ชาวต่างชาติมักจะชอบกันมากคือ นาราซุเกะ (ผักดองในรำข้าว) ชิบะซุเกะ (ผักดองกับชิโสะแดง) นอกจากนี้ยังมีอุเมะโบชิ (บ๊วยดอง) ให้ได้ลิ้มลองอีกด้วย

ร้านดอกไม้และของดอง นากามุระในย่านนายามาฉินี้ สามารถหาซื้อผักดองต่างๆ อาธิเช่น หัวไชเท้า เทอร์นิพขาว เทอร์นิพแดง ผักกาดขาว แตงกวาและอื่นๆ หมักในรำข้าวได้ที่นี่

 

ร้านดอกไม้และของดอง นากามุระ
เปิดทำการเวลา 9:00 ~ 19:00
หยุดทุกวันอังคาร

มีจำหน่ายดอกไม้ตามฤดูกาล และอาหารหมักดองหลากชนิด

 

เทมปุระ ถือเป็นตัวแทนหนึ่งในบรรดาหารของญี่ปุ่น ทำได้โดยการนำวัตถุดิบไม่ว่าเป็นกุ้ง ปลา หรือผักต่างๆ ชุบแป้งสาลีผสมไข่ไก่ลงทอดในน้ำมันร้อนๆ

โดยทั่วไปสามารถทานได้ทั้งครอบครัวไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย วัยรุ่นหรือวัยชรา โดยเฉพาะเด็กๆ จะชื่นชอบเทมปุระซีฟู้ดเป็นพิเศษ ในการรับประทานเทมปุระนี้เราสามารถทานกับเกลือ หรือน้ำจิ้มสำหรับเทมปุระก็ได้

เรารับประทานเทมปุระเสิฟพร้อมข้าวและซุปมิโสะ หรือจะทำเป็นท๊อปปิ้งทานพร้อมอุด้ง หรือโซบะก็ได้

ย่านการค้านายามาฉิ ที่ร้านอาหารคิระคุนี้ มีเสิฟเมนูเทมปุระพร้อมด้วยเครื่องเคียงกับข้าวหลากชนิดจัดเป็นชุดอาหารเทมปุระ นอกจากนี้ยังมีอาหารอื่นๆอีกหลากหลายเช่น เทมปุระราดหน้าข้าว หรือที่เรียกว่า “เทนดง” อีกด้วย

 

ร้านอาหารคิระคุ
10:30 ~ 17:00
หยุดทุกวันอังคาร

โอะบันไซ คือกับข้าวสไตล์ญี่ปุ่นที่ทำรับประทานกันในครัวเรือนทั่วๆไป การปรุงแต่งรสชาติ จะรสอ่อนๆตามแบบฉบับของเกียวโต เพื่อจะลิ้มรสที่แท้จริงของส่วนผสมต่างๆที่นำมาปรุงอาหาร ตัวอย่างเช่น สาหร่ายทะเลใส่ซอสถั่ว น้ำซุปคะสุ ไก่ต้มผักและหน่อไม่ ปลากะพงต้ม ปลาฮามะต้ม เป็นต้น

 

ร้านครัวอิชิกุโระนี้ นอกจากโอะบันไซ ยังมีจำหน่ายวัตถุดิบอาหารจากทั่วประเทศ และอาหารดั้งเดิมตามแบบฉบับของเกียวโต รวมถึงเหล้าสาเกญี่ปุ่นด้วย

 

ร้านครัวอิชิกุโระ
10:00 ~ 19:00
หยุดทุกวันอาทิตย์

 

ชุดกิโมโนเป็นชุดประจำชาติดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่แม้ในปัจจุบันก็ยังคงถูกใส่ในการเข้าร่วมงานพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ เราจะเห็นทั้งผู้ชายและผู้หญิงสวมชุดกิโมโนได้บ่อยๆในเมืองเกียวโต

ชุดยุกาตะ เป็นชุดกิโมโนแบบเรียบง่ายที่สวมใส่ในฤดูร้อน ซึ่งแต่เดิมจะสวมใส่เป็นชุดคลุมอาบน้ำหรือเป็นชุดนอน แต่ปัจจุบันถูกสวมใส่เป็นชุดทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็กสาววัยรุ่นจำนวนมากที่นิยมสวมใส่ไปเที่ยวดูงานเทศกาลดอกไม้ไฟ

ย่านการค้าเก่าที่สืบทอดมาจากอดีตนี้มีร้านชุดกิโมโนเรียงรายอยู่มากมาย ในย่านการค้านายามาฉิมีอยู่ 3 ร้าน นอกจากนี้ยังมีร้านขายเสื้อผ้าสตรีอีกมากมาย
ตั้งแต่เหนือเรียงลงมา

 

ร้านกิโมโนโคบายาชิ
10:00 ~ 19:00
หยุดทุกวันอังคาร และทุกๆวันพุธที่ 2 และ 4 ของเดือน

ร้านกิโมโนอิวาตะ
10:00 ~ 19:00
หยุดทุกวันอังคาร

ร้านกิโมโนนิชิโอะ
10:00 ~ 19:00
หยุดทุกวันอังคาร

 

เกียวโตเป็นเมืองที่รวมแหล่งขนมปังที่มีชื่อเสียงมากมายแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น และมีหลากหลายชนิด ขนมปังเมลอนเป็นขนมปังที่ได้รับความนิยมสูงสุด ลักษณะพิเศษอยู่ที่การอบด้วยคุ้กกี้สีน้ำตาลอ่อนรสหวานบนผิวขนมปัง

ความพิเศษของขนมปังเมลอนของร้านขนมปังซาซากินี้อยู่ที่สอดไส้ถั่วขาวข้างใน และแพ็คเกจที่มีความน่ารักและยังคงกลิ่นอายแบบโบราณ และเพื่อให้ได้ซื้อขนมปังเมลอนของร้านขนมปังซาซากิซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยแพ็คเกจแบบเก่านี้ ลูกค้าบางรายถึงกับต้องมารอคิวซื้อแต่เช้าเลยทีเดียว

 

ร้านขนมปังซาซากิ
7:00 ~ 19:00
หยดทุกวันอังคาร